Popular Tags:

เสียดายไหมแฟนผี! ฮาซาร์ดโดนแมนยูฯ มองข้าม sbo

February 6, 2014 at 9:58 am

          สื่อประเทศอังกฤษได้ออกมาเปิดเผยว่า สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ต เคยมองข้ามหัว เอเด็น ฮาซาร์ด นักเตะตัวเก่งจากทีมคู่ปรับร่วมลีกนั่นคือ เชลซี ตอนสมัยยังเล่นให้กัย ลีลล์ ในปี 2012 ด้วยเหตุที่มองข้ามนี้คือมีรูปร่างเล็กเกินไปไม่เหมาะแก่การมาร่วมเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพราะหากย้ายเข้ามาเล่นแล้วอาจจะบาดเจ็บได้ง่ายๆ เพราะลีกอังกฤษขึ้นชื่อว่าเป็นบอลเข้าเร็ว จับบอลปั๊บถึงตัวเลย sbo จนกระทั่งไปคว้านักเตะของดอร์ทมุนด์อย่าง ชินจิ คากาวะ มาสร้างสัสีนในถิ่น โอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ม้านั่งสำรองของแมนยูฯยาวเลยในยุคที่ เดวิด มอยส์

          จนตอนนี้สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ต รู้สึกว่าเสียดายที่ไม่ได้ตัว เอเด็น ฮาซาร์ด ซึ่งตัวตอนนี้ก็ได้กลายเป็นตัวหลักที่ เชลซี ขาดไม่ได้ทีเดียวเพราะแต่ละนัดที่เขาลงเล่นปีกนั้น สร้างความอันตรายให้ทีมคู่แข่งทั้งลีก sbo แถมตอนนี้ยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดในทีม เชลซี อีกด้วยอะไรจะพลาดขนาดนั้น ซึ่งตอนนี้ คางาวะ ของแมนยูฯ ที่ดูท่าทางแล้วจะยึดตัวหลักของทีมไม่ได้เลยเพราะกองกลางแมนยูฯ ในตำแหน่งเดียวกับเขาคือ คาร์ริค, ทอม เควาลีย์, เฟลไรนี่ และ รูนีย์ ที่พักหลังๆ มานี้ยืนตรงกลาง ทำให้สร้างความลำบากให้กับ คางาวะ อย่างมาก ขนาดเป็นตัวสำรองยังไม่ค่อยมีโอกาศได้ลงซักเท่าไหร่เลย ทั้งๆ ที่ คางาวะ ก็เป็นตัวทำเกมรุกได้ดีทีเดียว ไม่ได้เป็นรองนักเตะคนอื่นๆ มากนัก sbo อีกทั้งฤดูกาลก่อนยังได้ลงเล่นเป็นตัวหลักอยู่เลยในช่วงที่ เซอร์ อเล็กซ์ ยังคุมแมนยูฯ อยู่ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรหาก คางาวะ น้อยใจย้ายไปอยู่ทีมอื่น ในช่วงตลาดซื้อขายหลังปิดฤดูกาล ซึ่งเดวิด มอยส์ นั้นก็มีข่าวออกมาอยู่เหมือนกันว่าต้องการโล๊ะนักเตะทิ้ง 10 คนเรียกว่าครึ่งทีมทีเดียว แล้วเดวิด มอยส์ คิดว่าจะซื้อนักเตะ 10 เลยใช่ไหมเนี่ย ตลาดซื้อขายครั้งหน้า ก้เป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คนเหมือนกัน

ความเป็นมาของปลาคาร์พ

January 14, 2014 at 4:30 am

           ปลาคาร์พ หรือปลาแฟนซีคาร์พ ถือเป็นปลาที่สวยงามชนิดหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมมากๆ กันอย่างแพร่หลาย อาจเป็นเพราะมันเลี้ยงง่าย แถมยังโตไว อีกทั้งยังมีสีสันสวยงามอีกด้วยน่าเลี้ยงไว้ที่บ้านซะจริงๆ และเป็นปลาที่มีอายุยืนที่สุดในโลกเลย  เช่น  ปลาคาร์พ ชื่อ “ฮานาโกะ” ของนายแพทย์ผู้หนึ่งจากเมืองกูฟี ประเทศญี่ปุ่น มีอายุยืนถึง 266 ปี

           ทั้งนี้ ปลาคาร์พ จัดอยู่ในประเภทปลาน้ำจืดกลุ่มปลาตะเพียน โดยชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า โต่ย (Koi) นิชิกิกอย (Nichikigoi) มีต้นกำเนิดมาจากปลาไนธรรมดา สามารถพบได้จากแหล่งน้ำจืดต่างๆ ทั่วโลก สำหรับถิ่นกำเนิดที่แท้จริงก็คือ ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน แต่ชาวจีนเป็นกลุ่มแรกที่ได้ศึกษาเรื่องปลาไนมานานๆ กว่า 2,000 ปีเลยทีเดียว

           ส่วนประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาเกี่ยวกับปลาคาร์พ เมื่อ 200 ปี หลังคริสต์ศตวรรษ โดยกล่าวถึงปลาชนิดนี้ว่ามีสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งชาวญี่ปุ่นชื่นชอบและนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น แต่ได้พัฒนาสายพันธุ์ดั้งเดิมของปลาไน ให้เป็นปลาสวยงาม มีสีสันและรูปร่างที่สวยงามขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีชื่อใหม่เรียกว่า ปลาคาร์ฟ หรือ แฟนซีคาร์ฟ โดยมีแหล่งกลางสำหรับการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ฟ บริเวณเขาแถบเมืองโอจิยะ จังหวัดนิอิกาตะ และเมืองฮิโรชิมา

           สำหรับประเทศไทยได้เริ่มนำเข้าปลาคาร์ฟในปี พ.ศ.2493 โดยการนำมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการซื้อขายในราคาที่สูงมาก ในปี พ.ศ.2498 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรง สั่งปลาชนิดนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ และตั้งชื่อปลาแฟนซีคาร์ฟนี้ว่า ปลาอมรินทร์ หรือบางทีก็เรียกว่า ปลาไนทรงเครื่อง แต่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า นิชิกิกอย (Nichikigoi)

 

ประเภทของปลาคาร์พ

           ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พขึ้นใหม่ในด้านการค้าทั้งหมด 13 สายพันธุ์หลัก โดยแบ่งตามลักษณะของลวดลาย และสีสันบนตัวปลา ซึ่งได้แก่

1. โคฮากุ (Kohoku) เป็นปลาที่มีลายขาว และแดง เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุดในปัจจุบัน ลักษณะที่ดีสีแดงจะต้องคมชัดสม่ำเสมอ และสีขาวไม่ควรมีตำหนิเลย

2. ไทโช ซันเก้ (Taisho Sanke) ประกอบด้วย 3 สีด้วยกัน คือ ขาว แดง และดำ โดยสีดำบนตัวปลานั้นควรดำสนิท และดวงใหญ่ๆ ไม่ควรมีสีดำบนส่วนหัว รวมไปทั้งไม่มีสีแดงบนครีบและหางของปลาคาร์ฟ

3. โชวา ซันโชกุ (Showa Sanshoku) เป็น แฟนซี คาร์พสามสี เหมือนๆ กับไทโช ซันเก้ ซึ่งที่แตกต่างกันก็คือ สีขาว และแดงจะรวมตัวอยู่บนพื้นสีดำขนาดใหญ่ และมีสีดำบริเวณเชื่อมต่อครีบ และลำตัวในลักษณะของตัว Y

4. อุจิริ โมโน (Utsuri Mono) เป็นแฟนซีคาร์พ ที่มีสีดำพาดผ่านบนพื้นสีอื่น โดยสีดำที่ปรากฏจะเป็นรอยปื้นยาวพาดบนตัวปลาคาร์พ

5. เบคโกะ (Bekko) เป็นแฟนซี คาร์พ ที่มีสองสี โดยมีลวดลายเป็นจุดดำแต้มอยู่บนพื้นสีต่างๆ ในขนาดที่ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป

6. อาซากิ ชูซุย (Asagi Shusui) ถือเป็นสายพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากปลาไนโดยตรง จะมีเกล็ดสีฟ้าสวยเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

7. โกโรโมะ (Koromo) เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างอาซากิกับสายพันธุ์อื่นๆ โดยจะมีเกล็ดสีน้ำเงินกระจายเด่นอยู่บนลวดลายหลายจุด

8. โอกอน (Ogon) เป็นปลาที่ไม่มีลวดลายเลย แต่จะมีสีลำตัวสว่างไสว ปราศจากจุดด่างใดๆ

9. ฮิการิ โมโย (Hikari Moyo) เป็นปลาที่มี 2 สี หรือมากกว่า โดยจะมีอย่างน้อยหนึ่งสีที่แวววาวดุจโลหะ (Metallic)

10.ฮิการิ อุจิริ (Hikari Utsuri) เป็นปลาที่มีลาดยพาดสีดำเช่นเดียวกับ อุจิริ โมโน บนพื้นที่มีความแวววาวคล้ายโลหะ

11. คินกินริน (Kinginrin) เป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มที่มีประกายเงินหรือทองอยู่บนเกล็ด โดยเกล็ดจะดูนูนเหมือนไข่มุก

12. ตันโจ (Tancho)  เป็นปลาที่มีสีแดงเพียงที่เดียวอยู่บนหัว โดยอาจมีรูปทรงกลมขนาดใหญ่ หรือรูปอื่นๆก็ได้

13. คาวาริ โมโน (Kawari Mono) เป็นปลาที่ไม่มีลักษณะลวดลายที่ตายตัว ต่างจากพันธุ์อื่นๆ โดยจะมีลวดลายเกิดขึ้นใหม่ในทุกปี

 

การเริ่มต้นเลี้ยงปลาคาร์พ

           ใครที่อยากจะเลี้ยงปลาคารพ์ ควรเริ่มต้นด้วยการขุดบ่อขนาด 80 x 120 ลึก 50 เซนติเมตร มีสะดือที่ก้นบ่อขนาด 1 x 2 ฟุต ลึกประมาณ 4-6 นิ้ว เพื่อเอาไว้เก็บขี้ปลา และสิ่งสกปรก และติดตั้งระบบถ่ายเทน้ำเสียเพื่อช่วยให้น้ำในบ่อสะอาดอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย สำหรับบ่อที่จะใช้เลี้ยงปลาคาร์ฟ ควรเป็นบ่อซีเมนต์ เพราะสามารถดัดแปลงเป็นบ่อธรรมชาติได้ง่ายๆ โดยมีตะใคร่น้ำเกิด และเกาะได้เร็ว ซึ่งตะใคร่น้ำนั้นจะเป็นอาหารที่ดีของปลา และสามารถดูดสิ่งสกปรก และแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำได้ดีอีกด้วย และบ่อควรจะตั้งอยู่ในที่มีร่มๆ อย่าให้อยู่กลางแจ้ง เพราะจะทำให้ปลามีสีสันที่จืดจางลง และยังโตช้าลงอีกด้วย เพราะฉนั้นควรหาที่ร่มๆ ไว้

           ส่วนน้ำที่จะใช้เลี้ยงปลาคาร์พ เป็นน้ำประปาจะดีกว่าน้ำชนิดอื่นๆ เพราะน้ำประปามีสภาพเป็นกลาง ถ้าใช้น้ำฝนจะทำลายสีของปลา และปลามันจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายๆ ส่วนน้ำจากแม่น้ำลำคลองก็ไม่เหมาะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาเป็นอันตรายกับปลาได้ หากไม่มีน้ำประปา ต้องใส่ยาฆ่าเชื้อ และเติมปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำจากกรดให้เป็นกลางก่อน แล้วค่อยนำมาเลี้ยงปลาได้ ท่าจะให้ดีต้องติดตั้งระบบหมุนเวียนของน้ำ และเครื่องพ่นน้ำ เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้น้ำในบ่อถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา และมีออกซิเจนเพียงพอกับปลา

          เมื่อเตรียมบ่อและน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะหาปลาคาร์ฟมาเลี้ยง ควรหาลูกปลาที่มีอายุ 1-2 ปี มาเลี้ยง ไม่ควรจะนำปลาขนาดใหญ่มาเลี้ยงด้วยกัน และปลาชนิดอื่นหากไม่จำเป็นไม่ควรนำมาเลี้ยงรวมกับปลาคาร์ฟ เพราะอาจเกิดเชื้อโรคกับปลาคาร์ฟได้

 

อาหารและการเลี้ยงดู

           ผู้เลี้ยงควรให้อาหารไม่เกินวันละ 2 เวลา นั่นก็คือคือเช้ากับเย็น ข้อควรจำในการให้อาหารคือ ต้องให้ตามเวลา เพื่อปลาจะเกิดความเคยชิน และเชื่องกับผู้ที่เลี้ยง และอาหารที่ให้ต้องเพียงพอกับจำนวนปลา อย่าให้น้อย หรือมากเกินไป ทั้งนี้ต้องคอยสังเกตว่า ปลากินอาหารอย่างไร? ถ้าอาหารหมดเร็ว ก็ควรเพิ่มอาหารลงไปกิน แต่ถ้าอาหารยังเหลืออยู่เยอะ ก็ให้รีบตักออก เพราะหากไม่ตักออกน้ำจะเสียอย่างรวดเร็ว

           ส่วนเรื่องอาหารอาหารที่ให้ แนะนำเป็นเนื้อปลาป่น กุ้งสดบด เนื้อหอย เนื้อปู ปลาหมึก ข้าวสาลี รำ ผักกาด ข้าวโพด แมลง สาหร่าย ตะใคร่น้ำ แหน ลูกน้ำ หนอนแดง ถั่วเหลือง ขนมปัง และอาหารสำเร็จรูป ที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด

           ทั้งนี้ เมื่อสังเกตเห็นน้ำในบ่อเริ่มขุ่น และมีสิ่งสกปรกมาก ต้องรีบเปลี่ยนน้ำทันที และขณะที่ถ่ายน้ำ ออกเพียง 1 ใน 3 ส่วนของบ่อจะต้องเพิ่มน้ำใหม่แทนในปริมาณเท่าเดิมโดยใช้น้ำประปาที่เก็บไว้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากที่คอรีนระเหยแล้ว อย่าใช้น้ำประปาที่รองจากก๊อกสดๆ หรือน้ำประปาที่เก็บไว้นานๆ เพราะจะเกิดอันตรายจนปลาตายได้

 

โรคและการรักษา

1.โรคโซโคลกิต้า จะเกิดขึ้นเมื่อมีการถ่ายน้ำในบ่อบ่อยครั้งเกินไป การย้ายปลาบ่อยครั้งเกินไป เชื้อโคลกิต้าที่อยู่ในน้ำจะทำลายปลา ทำให้เกิดเป็นแผลขุ่นๆ ที่ผิวหนัง และตายไปท้ายที่สุด

วิธีรักษา : ควรใช้เกลือป่น และด่างทับทิมละลายให้เจือจางลงในน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อโซโคลกิต้า ก่อนจะนำไปใช้เลี้ยงปลา สำหรับในรายที่ปลาเป็นโรคนี้ ให้แช่ปลาในน้ำยานี้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

2.เหงือกเน่า เกิดขึ้นจากเชื้อราคอลัม พาริส ทำให้ปลามีอาการซึมๆ และกินอาหารได้น้อยลงกว่าปกติ ไม่มีแรงว่ายน้ำ

วิธีรักษา : ใช้ยาปฏิชีวนะ ออริโอมัยซินผสมกับอาหาร ในอัตราส่วน 1 ช้อนต่ออาหารปลา 1 ขีด ให้ปลากินติดต่อกัน 3-4 วัน และจับปลาที่มีอาการมากในน้ำที่ผสมกับฟูราเนสเป็นเวลา 10 นาทีทุกวัน จนกว่าปลามีอาการดีขึ้น

3.หาง และครีบเน่า  โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในน้ำที่มาจากปลาขี้ และเศษอาหาร ที่ตกค้างอยู่ในบ่อทำให้ครีบ และปลายหางหลุดหายไป และจะค่อยๆ ลามไปทั้งตัว

วิธีรักษา : ต้องรีบถ่ายน้ำโดยด่วน ทำความสะอาดบ่อโดยเร็วพร้อมกันนั้น ใช้มาลาไคท์กรีนผสมกับน้ำในอัตรา 1 ขีด ต่อน้ำ 1 ลิตร จับปลาแช่ในน้ำที่ว่านี้ติดต่อกัน 3-4 วัน จนกว่าดีขึ้น

4.เนื้อแหว่ง  เกิดขึ้นเมื่อปลาได้รับบาดเจ็บ เพราะถูกหินหรือต้นไม้ในบ่อ จนเป็นแผลแล้วเชื้อโรคจากน้ำที่สกปรกเกาะตามผิวหนัง ทำให้เกล็ดหลุดแล้วมีจุดสีขาวๆ ตามลำตัวเกาะติดตามผิวหนัง ทำให้เกิดอาการอักเสบบวมเป็นรอยช้ำเลือด จนตายหากไม่รีบรักษา

วิธีรักษา : ใช้ยาปฏิชีวนะออริโอมัยซิน ผสมกับอาหารในอัตรา 1 ช้อนชา ต่ออาการ 1 ขีด ให้ปลากินติดต่อกันจนหายขาด

5.เชื้อราบนผิวหนัง  เกิดจากเชื้อราแพร่กระจายบนผิวหนังปลา ทำให้เนื้อปลาเน่าเปื่อย ถ้าไม่รีบเร่งรักษาปลาจะตายเร็วขึ้น

วิธีรักษา : นำปลามาแช่ในน้ำที่เจือด้วยเกลือป่นจางเอาสำลีชุบน้ำยาฟูราเนสทำความสะอาด ที่บาดแผลแล้วจับปลาแช่ในน้ำผสมยา ฟูราเนสติดต่อกัน 5-7 วัน ถ้าไม่หายก็ปล่อยทิ้งไว้ก่อนจนกว่าปลาจะหายขาด

6.ผิวหนังขุ่น เกล็ดพอง เกิดจากการที่ให้อาหารที่มีโปรตีน และไขมันมากเกินไป ปลาปรับตัวไม่ทัน จะทำให้ระบบย่อยอาหารของปลาไม่ทำงาน ตามผิวหนังจะเห็นรอยเส้นเลือดขอดขึ้น ผิวหนังเริ่มบวม และอักเสบ

วิธีรักษา : ต้องแช่ปลาในน้ำเกลือจางๆ และให้กินอาหารผสมด้วยยาปฏิชีวนะออริโอมัยซิน และให้กินอาหารประเภทผักเสริมมากกว่าเดิมถึงจะดีขึ้น

7.ลำใส้อักเสบ  เกิดจากการที่ปลากินอาหารหมดอายุเข้าไป มีเชื้อราปนอยู่ในอาหาร อาการแบบนี้จะทำให้ปลาไม่ค่อยกินอาหาร มีมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระ บางครั้งจะถ่ายออกมาเป็นน้ำขุ่นๆ

วิธีรักษา :  ต้องรีบทิ้งอาหารเก่าทั้งหมด เอาปาขึ้นมาแช่น้ำเกลือที่เจือจาง แล้วให้อาหารอ่อนๆ เช่น ลูกไรแดงหรือเนื้อปลาบดอ่อน แล้วค่อยให้อาหารสำเร็จรูปตามปกติ

8.เห็บ  เกิดขึ้นจากตัวที่ติดมากับอาหารประเภทผัก ซึ่งขาดการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง และติดตัวมากับปลาตัวใหม่ ตัวเห็บนี้มักจะเกาะอยู่ใต้เกล็ดปลา ดูดเลือดปลาเป็นอาหาร ทำให้ปลาว่ายน้ำติดขัดไม่สะดวก ปลาจะเอาตัวถูตามผนังบ่อหรือเศษหินภายในบ่อ จนเกิดบาดแผลในเวลาต่อมา

วิธีรักษา : ใช้น้ำยามาโซเต็นผสมลงในบ่อเพื่อป้องกัน ทำลายตัวเห็บติดต่อกันราว 2-3 อาทิตย์ แล้วถึงหยุดใช้ยา

9.หนอนสมอ ถือเป็นศัตรูร้ายอีกชนิดหนึ่งของปลาคือ หนอนรูปร่างคล้ายสมอ ยาวเหมือนเส้นด้าย มันจะเจาะผนังตัวปลาทำให้ติดเชื้อได้ และตามผิวหนังปลาจะมีรอยสีแดงเป็นจ้ำๆ ครีบ และเหงือกจะอักเสบ ปลามีอาการซึมๆ และรู้สึกเบื่ออาหาร

วิธีรักษา : เช่นเดียวกับการรักษาเห็บ ก็คือ นำน้ำยามาโซเต็นผสมกับน้ำ จับปลาแช่น้ำยาทุกๆ 3 วัน จนกว่าปลามีอาการดีขึ้น และในบ่อเลี้ยงก็ควรหยดน้ำยานี้ลงฆ่าทำลายไข่ตัวหนอนสมออีกด้วย

10.พยาธิเส้นด้าย  ติดมาจากอาหาร ลูกน้ำหนอนแดง ที่ปลากินเข้าไป จะเจาะเข้าไปเจริญเติบโตในตัวของปลา และออกมาสร้างรังตามผิวหนังใต้เกล็ดปลา ทำให้ผิวหนังปลาเป็นสีแดงช้ำๆ

วิธีรักษา : ให้นำปลาไปแช่ในน้ำเกลือที่เจือจางประมาณ 1-2 วัน พยาธิก็จะตายหมดและปลามีอาการดีขึ้น และควรใส่น้ำยามาโซเต็นผสมลงในบ่อ เพื่อฆ่าใข่ของมันได้อีกด้วย

 

 

Credit : kapook

ปลา-ปลาปอมปาดัวร์ Pompadour Discus ปลาที่กำลังนิยม

November 6, 2013 at 5:02 am

ปลาปอมปาดัวร์ (อังกฤษ: Pompadour, Discus) เป็นปลาน้ำจืดในสกุล Symphysodon ในวงศ์ปลาหมอสี (Cichlidae) ซึ่งเป็นปลาวงศ์ใหญ่มาก มีรูปร่างทรงกลมเป็นรูปไข่คล้ายจาน ลำตัวแบนข้างมากเหมือนปลาเทวดา ครีบหลังและครีบท้องเรียงเป็นแถวยาวตลอดจนถึงโคนครีบหาง มีลวดลายและสีสันบนลำตัวหลายหลากสีสวยงามตามชนิด มีถิ่นกำเนิดในลุ่มแม่น้ำอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ มีขนาดใหญ่เต็มที่ไม่เกิน 7 นิ้ว มักอาศัยรวมกันเป็นในระดับกลางน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ มีพุ่มไม้น้ำขึ้นหนาแน่น มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำราว 6.4-7.5 pH
newreno28
มีทั้งหมด 3 ชนิด คือ Symphysodon aequifasciatus (แบ่งได้เป็นชนิดย่อยอีก 3 ชนิด คือ S. a. axelrodi ,S. a. aequifasciatus, S. a. haraldi) S. Discus และ S. tarzoo ซึ่งเป็นชนิดใหม่ที่ได้รับการค้นพบเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007

ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีสัสันสวยงามมาก จนได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งปลาตู้” ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันที่สวยงามหลากหลายกว่าสีสันตามธรรมชาติมากมาย เช่น หนังงู, ห้าสี, เจ็ดสี, บลู ไดมอนด์, ปอมฯฝุ่น เป็นต้น แต่ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีความอ่อนไหวง่ายมากกับสภาพน้ำและสภาพอากาศ จึงจัดเป็นปลาชนิดหนึ่งที่เลี้ยงยากมาก จำเป็นต้องใช้ฮีตเตอร์เพื่อควบคุมอุณหภูมิ จึงไม่เหมาะกับนักเลี้ยงปลามือใหม่
ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในตู้เลี้ยงได้ โดยปลาจะวางไข่ติดกับวัสดุใต้น้ำ โดยมากผู้เลี้ยงจะใช้เป็นเครื่องปั้นดินเผา ก่อนปลาจะวางไข่ 3-4 วัน ปลาจะมีอาการสั่นทั้งตัวผู้และตัวเมีย ในวันที่ปลาวางไข่จะสามารถสังเกตได้โดยดูอาการทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ยอมออกห่างจากและช่วยกันแทะเล็มเครื่องปั้นดินเผาเพื่อทำความสะอาดตลอดเวลา จากนั้นตัวเมียจะวางไข่บนเครื่องปั้นดินเผาครั้งละ 15-30 ฟอง แล้วตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อลงบนไข่ แม่ปลาจะใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 2 ชั่วโมง วางไข่ 100-300 ฟอง ไข่ใช้เวลาฟักเป็นตัว 3 วัน หลังจากนั้นอีกราว 3 วัน ลูกปลาจะเริ่มเคลื่อนไหวได้ และจะมาเกาะกินเมือกบนตัวพ่อแม่ปลาเป็นอาหาร จนกระทั่งถึงวันที่ 17 ลูกปลาจึงมีขนาดโตขึ้นและเริ่มห่างจากพ่อแม่
โดยปลาปอมปาดัวร์ได้มีการนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามครั้งแรกราวปี ค.ศ. 1930 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี แต่ในช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ อันเนื่องจากขาดองค์ความรู้ต่าง ๆ การเพาะขยายพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ในราวปี ค.ศ. 1950-ค.ศ. 1960 พร้อม ๆ กับปลาสวยงามชนิดอื่น ๆ และปลาปอมปาดัวร์ก็ได้เดินทางมาสู่ประเทศไทยในฐานะปลาสวยงามเป็นครั้งแรกในยุคนั้น
อนึ่งคำว่า “ปอมปาดัวร์” นั้น ได้มาจากชื่อของ มาดาม เดอ ปองปาดูร์ (Madame de Pompadour) สนมนางหนึ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส (Louis XV de France) ที่กล่าวกันว่า มีความงดงามยิ่ง และชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งที่นิยมเรียกในภาษาอังกฤษก็คือ “ดิสคัส” (Discus) ซึ่งหมายถึงทรงกลม อันมาจากลักษณะของรูปร่างปลานั่นเอง

ปลา-ปลาหมอสี ต้นกำเนิด สายพันธุ์ โรคปลาหมอสี

September 24, 2013 at 6:54 am

ปลา-ปลาหมอสี
แหล่งกำเนิดปลาหมอสี
          ปลาหมอสีเป็นปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในบึง หนอง ลำคลอง สามารถปรับตัวกับที่อยู่อาศัยได้ดี มีต้นกำเนิด 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่ม New world  ปลาหมอสีที่พบในส่วนของโลกใหม่ ได้แก่ แถบอเมริกากลาง-ใต้ เช่น แท๊กซัสตอนใต้ ลงมาจนถึงอาเจนตินาของอเมริกาใต้, คอสตาริกา, นิการากัว, บราซิล, ลุ่มแม่น้ำอเมซ่อน, เกาะมาดากาสการ์ , เกาะศรีลังกา, ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของอินเดีย ฯลฯ
 กลุ่ม Old world  ปลาหมอสีที่พบในส่วนของโลกเก่า ได้แก่ แถบแอฟริกาใต้, ในทะเลสาบมาลาวี (Lake Malawi ), ทะเลสาบแทนกานยิกา (Lake Tanganyika ), ทะเลสาบวิคตอเลีย(Lake Victoria), แถบแทนซาเนีย ฯลฯ

ทะเลสาบมาลาวี ( Lake Malawi )
          ทะเลสาบมาลาวี เป็นทรัพยากรธรรมชาติหลักของชาวมาลาวี มีปลามากมายหลากหลายพันธ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ปลาชนิดหลักๆที่มีอยู่ในตลาดปลา คือ Chambo Mlamba Usipa และ Kampango ปลาในทะเลสาบมาลาวีเป็นอาหารหลักประเภทโปรตีนของชาวมาลาวี ที่ใช้รับประทานมากกว่า เนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆถึง 2 เท่า มีพันธุ์ปลาที่มากแห่งหนึ่ง ของโลกมากกว่า 500 ชนิด และปลาตระกูลปลาหมอเป็นพันธ์ปลาที่มีมากที่สุด
หมู่บ้านของชาวมาลาวี ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบ โดยมีอาชีพหลักคือการทำประมงจับปลา และอาหารที่ขึ้นชื่อ คือ Chambo และ Nsima

ทะเลสาบ แทนกานยิกา ( LakeTanganyika )
          ทะเลสาบ แทนกานยิกา เป็นทะเลสาบที่อยู่ส่วนกลางของทวีปแอฟริกา หมู่บ้านลิฟท์ ในแอฟริกาตะวันออก เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ มีความยาวกว่า 670 กม. ส่วนที่กว้างที่สุด 80 กม. ความลึกกว่า 1,470 ม. มีเขตแดนทางเหนือติด Burund ฝั่งตะวันออกติด Tanzama ทางใต้ติด Zambia และทางตะวันตกติด Zain ประเทศโดยรอบของทะเลสาบจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีกิจกรรมดำน้ำ นั่งเรือตกปลา ฯลฯ ปลาในทะเลสาบ แห่งนี้มีสีสันสวยงาม พันธุ์ปลากว่า 200 ชนิด

ทะเลสาบวิคตอเรีย ( Lake Victoria หรือ Victoria Nyanza)
          ทะเลสาบวิคตอเรีย เกิดจากแม่น้ำไนล์ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศ Tangayika ,ประเทศ Uganda และ ประเทศ Kenya ทะเลสาบ มีพื้นที่กว่า 69,480 ตร.กม เป็นทะเลสาบทีใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากLake Superior ในอเมริกาเหนือ จากเหนือจรดใต้ ทะเลสาบมีความยาวกว่า 337 กม. จากตะวันออกถึงตะวันตก กว้างกว่า 240 กม. และมีความยาวของชายฝั่งรวม 3,220 กม. ชื่อของทะเลสาบแห่งนี้ตั้งโดย นาย John H. Speke ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นคนยุโรปคนแรกที่ได้พบทะเลสาบนี้ และได้ตั้งชื่อให้เป็น เกียรติแก่ควีนวิคตอเรีย แห่ง Great Britain
ประวัติปลาหมอสีในประเทศไทย
          ประวัติปลาหมอสีโดยคร่าวๆ ไม่ได้มีการยืนยันเป็นที่แน่นอนว่าผู้นำเข้านั้นเป็นใคร โดยเมื่อราว ๆ ปี พศ. 2505 มีปลาหมอตัวแรกที่นำเข้ามาชื่อ “แจ๊คเดมเซย์” ซึ่งถือเป็นตัวแรกที่ได้มีผู้นำเข้ามาเลี้ยง ต่อมาก็คือ “ออสการ์” เป็นปลาหมออีกชนิดหนึ่งเช่นกัน และต่อมาได้ถูกไปแยกสายพันธุ์ออกไปเป็นออสการ์หลากหลายสายพันธุ์ตามท้องตลาด

          ส่วนประวัติปลาหมอสีที่นำเข้ามานั้น อยู่ในช่วงประมาณ 30 ปีขึ้นไปโดยถิ่นกำเนิดของปลาหมอสี จะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ สองกลุ่มคือ

          กลุ่มที่วางไข่กับพื้น หรือซิคคลาโซน่า (CICLASONA) มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาก็คือ แถบอเมริกากลาง อเมริกาใต้ บราซิลและลุ่มแม่น้ำอะเมซอนเป็นหลักใหญ่ ซึ่งได้แก่ ปลาเซวาลุ่มทอง ที่กำลังนิยมอยู่ตอนนี้ นอกจากนี้ยังมีพวกซิลสไปลุ่ม และปลาหมอมาคูลิคัวด้าอีกด้วย

กลุ่มที่อมไข่ไว้ในปาก มาจากทะเลสาบทางด้านอัฟริกาหรืออัฟริกาใต้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ปลาที่นิยมเลี้ยงก็จะมาจากทะเลสาปมาลาวี แถว ๆ แถบแทนซาเนีย และก็มีพวก แซ พวกซาอี เป็นพวกนิยมจับปลาหมอและก็พวกนี้อีกเช่นกันที่เอาปลาหมอออกขายสู่ตลาดโลก

           ส่วนในประเทศไทยนั้น เริ่มมีคนรู้จักและเป็นที่แพร่หลายเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มมีการที่นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงามมากขึ้น เริ่มมีการประกวดปลา การตลาดทางด้านการเลี้ยงปลาหมอสีได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทำให้ใครๆหลายคนเป็นเศรษฐีด้วยการเลี้ยงปลาหมอสีนี้อย่างรวดเร็ว
การเลี้ยงดู
          การเตรียมน้ำ เหมือนการเตรียมน้ำสำหรับปลาทั่วๆไป คือ ใช้น้ำสะอาด ไม่มีคลอรีน

          อาหารปลา ปลาหมอสีเป็นปลาที่ปรับตัวในการกินอาหารได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ด อาหารสด

          การเลี้ยงดูไม่ยากอย่างที่คิดเมื่อเห็นตัวปลา คอยระวังเรื่องโรคภัยสำหรับปลา คือตัวเปื่อย อันมีสาเหตุมาจากสภาพน้ำเสีย คอยเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 สัปดาห์ ต่อ 1 ครั้ง หรือเมื่อน้ำมีกลิ่น

ลักษณะนิสัย
ลักษณะนิสัยของปลาหมอสีเป็นปลาที่จัดได้ว่าค่อนข้างรักถิ่น หวงที่อยู่ ดังนั้นจึงมีความก้าวร้าวอยู่พอสมควร และถ้าหากมีปลาตัวอื่นหลงเข้าไปในถิ่น หรือที่ที่ปลาหมอสีได้สร้างอาณาจักรเอาไว้ก็จะโดนไล่กัดทันที และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงมือใหม่อยู่ไม่น้อย แต่ถ้าหากปลาหมอสีที่อยู่คอกเดียวกันสามารถนำมาเลี้ยงดูในตู้เดียวกันได้ แต่ถ้าไม่…แนะนำให้เลี้ยงแบบเดี่ยวเนื่องจากเป็นปลารักสันโดด
โรคของปลา (Disease)
1. โรคที่เกิดจากพยาธิภายนอก
          การรักษา แช่น้ำยาฟอร์มาลีนในอัตรา 2.5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือใช้เมทีลีนบลูในอัตรา 0.4-0.8 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร แช่ไว้ 24 ชม. หรือแช่น้ำที่มีเกลือแกงเข้มข้น 1 % แช่นาน 12-24 ชม. ส่วนโรคจุดขาว ควรเพิ่มอุณหภูมิน้ำชั่วโมงละ 1 องศาเซลเซียส และคงที่ที่ 30 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 วัน และเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ให้ปลา
          การป้องกัน ก่อนที่จะนำปลาใหม่เข้าตู้ ควรนำปลากักโรคก่อนโดยใช้ยาข้างต้น แช่รวมทั้งอาหารสดที่จะนำมาให้ปลากิน
2. โรคที่เกิดจากเชื้อรา
การรักษา ใช้พาลาไดร์ทกรีน ที่ความเข้มข้น .01 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร แช่นาน 24 ชม. และเปลี่ยนถ่ายน้ำอีกครั้ง
การป้องกัน ต้องดูแลสภาพภายในตู้ไม่ให้สกปรก เปลี่ยนถ่ายน้ำเมื่อสภาพน้ำมีกลิ่นเสีย

3. โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
          การรักษา ใช้ยาฟารากรีนผสมในน้ำ ปิดไฟตู้ (ยามีปฏิกริยากับแสงสว่าง) ทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชม. หรือนำปลาไปพบสัตว์แพทย์ตรวจ ก่อนการใช้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากยาปฏิชีวนะมีหลายชนิดและป้องกันเชื้อดื้อยา การให้ยาปฏิชีวนะทำได้โดยผสมกับอาหารให้ปลากินหรือใส่ลงไปในน้ำ
          การป้องกัน รักษาอุณหภูมิให้คงที่ และสภาพน้ำก็เป็นส่วนสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดโรค

สายพันธุ์ปลาหมอสีที่มีอยู่ในประเทศไทย ดังนี้

1. มาลาวีน้ำเงิน
          ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aulonacana Stuartqranti
          แหล่งที่พบ : ระหว่างเกาะ nagara และ kande
          ขนาด : 11 เซนติเมตร
          ที่อยู่ : หินหรือทราย
          อาหาร : กุ้ง ปู ตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ในทราย

2. มาลาวีเผือก
          ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aulonacana Stuartqranti
         ขนาด : 16 cm.
          ที่อยู่ : ทรายและก้อนหิน กระจายอยู่ในทะเลสาบ
          อาหาร : สิ่งมีชีวิตเล็กๆ กุ้ง ตัวอ่อนของแมลง

3. มาลาวีเหลือง
          ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aulonacana Baenschi
          แหล่งที่พบ : Nehomo Ruf
          ขนาด : 11 cm.
          ที่อยู่ : ก้อนหินที่กระจายอยู่ใต้ทะเลสาบ
          อาหาร : สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่อยู่ในทราย ตัวผู้จะอยู่ตามถ้ำ ตัวเมียจะอยู่เป็นกลุ่ม

4. กล้วยหอม
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Labidochromis caeruleus yellow
          แหล่งที่พบ :  Cape Kaises and Lunbouslo
          ขนาด :  10 เซนติเมตร
          ที่อยู่ :  ก้อนหินบริเวณความลึก 25 เมตร
          อาหาร : สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง กุ้ง ตัวอ่อนของแมลง

5. ลิฟวิ่งสโตน
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Nimbochromis livingstonii
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ malawi
          ขนาด :  25 เซนติเมตร
          ที่อยู่ :  อ่าวที่มีหินและทราย
          อาหาร :  ปลาเล็กๆ

 6. ไอธ์บูล
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pseudotropheus greshakei
          แหล่งที่พบ :  เกาะ Boad Zulu
          ขนาด :  13 cm.
          ที่อยู่ :  หินตามแนวปะการัง
          อาหาร :  แพลงตอน

7. ชิปูเกะ
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Melanochromis chipokae
          แหล่งที่พบ :  เกาะ Chidunga Chidunaga
          ขนาด :  14 cm.
          ที่อยู่ :  พื้นทรายระหว่างก้อนหิน
          อาหาร :  ปลาเล็กๆ

8. อิเล็กทริล บูล
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Sciaenchromis ahli
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  16 เซนติมตร
           ที่อยู่ :  หิน
          อาหาร :  ปลาเล็กๆ
9. อาปาเช่
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Aulonacara maylandi
          แหล่งที่พบ :  Eceles Ruf
          ขนาด :  11 เซนติเมตร
          ที่อยู่ :  ตามทรายรอบๆปะการังความลึก 15 เมตร
          อาหาร :  สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่อยู่ในทราย

10. ปากยาว
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Dimidiochromis compressiceps
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  23 เซนติเมตร
          ที่อยู่ :  น้ำลึกๆ
          อาหาร :  ปลาเล็กๆ

11. บลูดอร์ฟินล์
           ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Cyrtora moorii
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  20 cm.
           ที่อยู่ :  ทราย-ที่น้ำตื้นๆ
          อาหาร :  สิ่งไม่มีชีวิตในกระแสน้ำ

12. ซูลู
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Protomelas taeniolatus
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  20 cm.
          ที่อยู่ :  ก้อนหินที่ไม่ลึกเกิน 10 เมตร
          อาหาร :  สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อยู่ตามก้อนหิน

13. ฮอนจิ
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Labidochromis hongi
          แหล่งที่พบ :  เกาะ Lundo and Liuli
          ขนาด :  9 cm.
          ที่อยู่ :  หิน
          อาหาร :  พืช

14. เพอร์มัต
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Labidochromis Permutt
          แหล่งที่พบ :  Higga reef Mlomba bay
          ขนาด :  9 cm.
          ที่อยู่ :  ก้อนหินที่ลึกๆ ประมาณ 30-45 เมตร
          อาหาร :  สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก

15. หางขาว
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pseudotropheus Acei
          แหล่งที่พบ :  อ่าว Nana และ Sengon
          ขนาด :  18 cm.
          ที่อยู่ :  พื้นทราย , ตามกิ่งไม้
อาหาร :  ตะกอนบนพื้นทราย

16. คากตาริ
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pseudotropheus Daktari
          แหล่งที่พบ :  ชายฝั่ง
          ขนาด :  9 cm.
          ที่อยู่ :  ที่ความลึก 5-10 เมตร
          อาหาร :  แพลงตอน

17. มูริไอ
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Tropheus moorii
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  14 cm.
          ที่อยู่ :  ก้อนหินที่อยู่ลึกๆ
          อาหาร :  สาหร่าย

18. เวนทราลิส
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Neolamprologus Ventralis
          แหล่งที่พบ :  แม่น้ำ malagasasi
          ขนาด :  15 cm.
          ที่อยู่ :  หินที่น้ำตื้นๆ
          อาหาร :  สาหร่ายเป็นเส้นๆ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ

19. ชีวีรี่
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pseudotropheus elongates chewere
          แหล่งที่พบ :  ปะการังชีวีรี่
          ขนาด :  9 cm.
          ที่อยู่ :  หินและทราย
          อาหาร :  แพลงตอน

20. เตรโต
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Neolamprologus tetrocephalus
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  14 cm.
ที่อยู่ :  ทรายและก้อนหิน ความลึก 5-15 เมตร
          อาหาร :  สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก หอย

21. มิดไนท์,ไวท์ท๊อป
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Copadichromis mloto
          แหล่งที่พบ :  เกาะ Likoma
          ขนาด :  16 cm.
          ที่อยู่ :  ทรายและก้อนหิน
          อาหาร :  แพลงตอน

22. ฟอนโทซ่า
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Cyphotilapia frontosa
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  30-40 cm.
          ที่อยู่ :  ก้อนหิน ความลึก 10-100 เมตร
          อาหาร :  ปลาเล็กๆและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่

23. แซงแซว
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Neolamprologus brichardi
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  10 cm.
          ที่อยู่ :  หิน
          อาหาร :  แพลงตอน

24. แตงไทย
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Melanochromis auratus
          แหล่งที่พบ : ทะเลสาบ malawi
          ขนาด :  11 cm.
          ที่อยู่ :  ทรายและก้อนหิน
          อาหาร :  สาหร่าย

 25. วีนัส
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Nimbochromis Venustus
          แหล่งที่พบ :  ทะเลสาบ
          ขนาด :  23 cm.
          ที่อยู่ :  ทราย
          อาหาร :  ปลาเล็กๆ

26. ซีบรา
          ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pseudotropheus Zebra
          แหล่งที่พบ :  ปะการังในทะเลสาบmalawi
          ขนาด :  11 cm.
          ที่อยู่ :  หิน
          อาหาร :  สาหร่ายและแพลงตอน

27. ปากโลมาตัวผอม
          ชื่อวิทยาศาสตร์ Labeotropheus trevawasae
          แหล่งที่พบ ทะเลสาบ
          ขนาด 15 cm.
          ที่อยู่ ผิวน้ำ ตวามลึกไม่เกิน 40 เมตร
          อาหาร สาหร่าย

28. ปากโลมาตัวอ้วน
          ชื่อวิทยาศาสตร์ Labeotropheus Fuelleboni
          แหล่งที่พบ ทะเลสาบ
          ขนาด 18 cm.
          ที่อยู่ น้ำที่มีคลื่น
          อาหาร สาหร่าย

ปลา-ปลาหมอสี

ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี

ปลา-ปลาหมอสี ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี
ปลา-ปลาหมอสี

ปลา-ปลากัด ประวัติความเป็นมาของป

September 20, 2013 at 7:16 am

ปลากัด
“ปลากัด”เป็นที่รู้จักกันดีของคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน เนื่องจากว่าปลากัดมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นปลานักสู้ ทรหด อดทน ซึ่งเป็นเหตุให้คนนำมา “กัดแข่งขันกัน” กลายเป็นเกมกีฬาที่คนไทยนิยมเล่นกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นชนบท ว่ากันว่าเมื่อเสร็จจากงานประจำคือ อาชีพการเกษตร ผู้คนในแต่ละชุมชนตามชนบทต่าง ๆ มักจะหอบหิ้วเอาปลากัดตัวเก่งของตัวเองออกมากัดแข่งขันกัน
ในปี พ.ศ.2383 พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ได้มอบปลากัดแก่นายแพทย์  Theodor Cantor แห่ง Bengel Medical Service ผู้ซึ่งได้วาดภาพและบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ไว้ ต่อมาในปี พ.ศ.2392 นาย นายแพทย์ Theodor Cantor ได้ตั้งชื่อปลาชนิดหนึ่งว่า Macropodus pugnax ,var. ซึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้น เนื่องจากความสับสนระหว่างชนิดของปลาที่มีการค้นพบ จนกระทั้งปี พ.ศ.2452 C.Tate Regen ได้ทำการตรวจสอบอีกครั้ง และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่ าBetta splendens ซึ่งคำว่า Betta มาจากคำว่า “Bettah” มาจากตำนานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ชนชาติของผู้ที่เป็นนักรบ ส่วนคำว่า plendens มาจากคำว่า “Splen did” มีความหมายตรงกับคำว่า “Beautiful” ดังนั้นคำว่า “Betta Splens” จึงหมายถึง “นักรบผู้สง่างาม”
ปลากัดที่พบและสามารถรวบรวมข้อมูลได้ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 40 สายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย มีไม่น้อยกว่า 11 สายพันธุ์ ดังนี้ Betta bbreviata,Betta anabatoides,Betta belliea,Betta cocina,Betta imbellis,Betta macrophthalma,Betta Persephone,Betta pugnax,Betta smaragdina,Betta splendens, และ Betta tessyae เป็นต้น ซึ่งปลากัดที่เรามักพบเห็นและเรียกเป็นปกติว่า “ปลากัด” นั้น ไม่ว่าจะเป็นปลากัดหม้อ หรือปลากัดจีนจะหมายถึงปลากัดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens และมีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish นั้นเอง

ลักษณะทั่วไปของปลากัด
ปลากัดเป็นปลาพื้นเมืองของประเทศไทย มีรูปร่างสวยงาม พบแพร่กระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศ และสำหรับในต่างประเทศก็พบว่ามีปลากัดกระจายอยู่ทั่วไปเช่นกัน เช่น มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา และจีน เป็นต้น ตามธรรมชาติปลากัดจะมีสีน้ำตาลขุ่น หรือสีเทาแถบเขียวมีลายตามลำตัว ครีบและหางสั้น มีนิสัยก้าวร้าว ตัวผู้ครีบและหางจะยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อยและยังมีสีสันสวยงามมากกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด ปลากัดจะอาศัยอยู่ตามบริเวณแหล่งน้ำที่ค่อนข้างใส น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อย ๆ บริเวณผิวน้ำ เช่น ทะเลสาบ หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำคลอง ที่มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นประปราย เป็นต้น ปลากัดมีลำตัวแบนข้าง ลำตัวยาว หัวเล็ก มีขนาดเฉลี่ย 5-6 เซนติเมตร ชอบกินอาหารจำพวกสัตว์ขนาดเล็กหรือตัวอ่อนของแมลง เช่น ลูกน้ำ,ไรแดง,ไรน้ำ,หนอนแดง,เป็นต้น แต่ถ้านำมาเลี้ยงก็สามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ ปลากัดจะมีฤดูการผสมพันธุ์ในช่วงเดือน พฤษภาคม – กันยายน โดยปลาจะจับคู่กันเองตัวต่อตัว ตัวผู้จะสร้างรังโดยการพ่นฟองขึ้นมาตามผิวน้ำเรียกว่า “หวอด” ตัวเมียที่พร้อมจะวางไข่ก็จะเข้ามาวางไข่โดยตัวผู้จะเป็นตัวรัดตัวเมียให้ปล่อยไข่ออกมาพร้อม ๆ กับปล่อยน้ำเชื้อของตัวเองออกมา จากนั้นตัวผู้จะเก็บไข่มาไว้ในรังของตัวเอง “หวอด” และเฝ้าดูแลไข่จนกระทั้งไข่ฟักเป็นตัวออกมา

ปลากัดยังมีอวัยวะพิเศษอย่างหนึ่ง ที่ช่วยในการหายใจ นอกจากเหงือก อวัยวะนั้นมีชื่อว่า(Labyrinth organ) อยู่ในโพรงอากาศหลังช่องเหงือก ซึ่งทำให้ปลากัดสามารถอยู่ในน้ำที่มีอากาศน้อยได้เป็นอย่างดี