Popular Tags:

ลุ้นสุดตัว! โครเอเซียปะทะเม็กซิโกแย่งกันเข้ารอบ

June 23, 2014 at 12:05 pm

 

          โดยเกมนี้จะเป็นศึกฟุตบอลโลกรอบแรกนัดสุดท้ายก่อนจะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยเจอกันระหว่าง โครเอซีย กับ เม็กซิโก หากโครเอเซียชนะได้จะเข้ารอบทันที ส่วนแม็กซิโกหากชนะนัดนี้ก็มีลุ้นขึ้นที่ 1 ของกลุ่มเอทันที รับรองมันแน่เกมนี้หากทีมไหนแพ้ละก็อาจจะตกรอบทันทีเลย ยังไงก็ต้องสู้กันเต็มที่แน่นอน ทำให้ทั้ง 2 ทีมนี้ไม่มีทางเลือกมากนักต้องชนะสถานเดียว โดยเรามาฝั่ง โครเอเซีย กันก่อนเลยดีกว่า โดยนัดที่แล้วก็ได้โชว์ฟอร์มสุดยอดเอาชนะ แคเมอรูน ไปแบบขาดลอย 4-0 ทำให้เก็บ 3 แต้มมาได้จากนัดที่แล้วแต่นัดนี้จะเสมอไม่ได้ไม่งั้นตกรอบเช่นกัน เกมนี้จึงต้องส่งตัวรุกลงเยอะขึ้นแน่นอน สมัคร sbobet โดยกองหน้านั้นจะยังใช้ มาริโอ มานด์ซูคิช ที่ฟอร์มดีมากยิงไป 2 ประตูจากเกมที่แล้วลงเป็นตัวจริงแน่นอน ส่วนตัวรุกรายอื่นๆ ใช้ อีวิก้า โอลิช และ อีวาน เปริซิซ ที่มาแบ่งเบาภาระของ มานซูคิช

          มาดูทางฝั่ง เม็กซิโก กันมั่งโดยนัดที่ผ่านๆ มานั้น เม็กซิโก นั้นถือเป็นทีมที่มีฟอร์มการเล่นที่ดีมากทีมนึงเลยโดยนัดแรกก็ชนะแคเมอรูนมาได้ แล้วหลังจากนั้นก็เสมอกับเจ้าภาพ บราซิล แบบชนิดว่าสู้ได้เลยเรียกได้ว่าฟอร์มไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ตอนนี้มีอยู่ 4 คะแนน หากเสมอก็จะเข้ารอบแต่ยังไงเกมนี้ก็ต้องเอาชนะไว้ก่อนแน่นอน เกมนี้ก็น่าจะใช้ผู้เล่นชุดเดิมๆ ที่ผ่านมาเพราะว่านักเตะแต่ละรายนั้นฟอร์มดีอยู่แล้ว สมัคร sbobet เดี๋ยวเรามาดู 11 ตัวจริงของทั้ง 2 ทีมกันเลยดีกว่า เริ่มที่โครเอเซียกันก่อนเลย สติเป้ เปลติโคซ่า – ดาริโย เซอร์น่า (กัปตันทีม), เวดราน ชอร์ลูก้า, เดยัน ลอฟเรน, ดานิเยล ปรานยิช – อีวาน ราคิติซ, ลูก้า โมดริช – อีวาน เปริซิซ, ซามเมียร์, อีวิก้า โอลิช, มาริโอ มานด์ซูคิช  ส่วนฝั่งเม็กซิโกจะใช้ กีเยร์โม่ โอชัว – ฟรานซิสโก้ โรดริเกซ, ราฟาเอล มาร์เคซ (กัปตันทีม), เอคตอร์ โมเรโน่ – ปอล อากีล่าร์, เอคตอร์ เอร์เรร่า, โฮเซ่ ฮวน วาสเกซ, อันเดรส กวาร์ดาโด้, มิเกล ลายุน – โอรีเบ เปรัลต้า, โจวานี่ โดส ซานโต๊ส ก็น่าจะเป็นผู้เล่นที่สูสีสู้กันได้แน่นอน เดี๋ยวเรามาดูกันว่าจะเป็นผู้เล่นชุดนี้หรือเปล่าแล้วเดี๋ยวมาติดตามกันว่าทีมไหนจะได้ 3 แต้มสุดสำคัญในเกมนี้ไปเวลา 23.00 บอลเตะยังไงรอดูกันได้ ที่ช่องเวิร์ดคัพ

หงส์ไหวไหม! นักบุญตั้งค่าตัวลัลลาน่าถึง 37 ล้านยูโรทีเดียว

May 14, 2014 at 12:47 pm

          ลิเวอร์พูล งานเข้าแล้วในเมื่อ เซาท์แฮมตัน ได้แสดงความหวงแหนกัปตันทีมตัวเก่งแบบสุดๆ โดยการตั้งค่าตัวของ อดัม ลัลลาน่า ด้วยราคาที่แพงเวอร์ๆ ไปถึง 37 ล้านยูโรทีเดียว หลังจากที่หงส์แดงได้แสดงความสนใจนักเตะรายนี้แบบเป็นจริงเป็นจัง แถมยังมีข่าวออกมาด้วยว่า ลิเวอร์พูล นั้นก็เคยมอบข้อเสนอให้นักบุญไปก่อนหน้านี้แล้วด้วยการยื่นสัญญาคว้าตัวไปด้วยราคาเพียง 25 ล้านยูโรเท่านั้น sbobet แต่อย่างไรก็ตามทางสโมสร เซาท์แฮมตัน นั้นก็ต้องค่าตัวของกองกลางทีมชาติอังกฤษรายนี้ไปถึง 37 ล้านยูโรทีเดียว โดยก่อนหน้านั้น ลัลลาน่า ก็ได้เคยออกมาพูดว่าเขาต้องการเล่นใน แชมเปี้ยนลีก ซักครั้งโดยพูดผ่านสื่ออังกฤษ ซึ่งปีนี้หงส์แดง ลิเวอร์พูล ก็ได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีพอดี ก็ต้องดูกันต่อไปว่าเขาจะได้ย้ายทีมมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ไหม

          ลิเวอร์พูลตอนนี้ก็ยังมีปัญหากองกลางที่ยังคงไม่พอใช้ และยังขาดกองกลางคุณภาพ เพราะตัวสำรองกับตัวจริงนั้นยังคงแทนกันไม่ค่อยได้ จึงต้องเลือกเล็งเป้าไปที่ ลัลลาน่า ที่น่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ โดเด่นทั้งเรื่องเกมรุก และเล่นเข้ากับระบบได้ดี sbobet แถมปีที่ผ่านมานั้นยังมีผลงานที่ยอดเยี่ยมโดยยิงไป 10 ประตูจาก 42 นัด และนั่นทำให้เขามีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (PFA) และเป็น 1 ใน 23 นักเตะที่ติดทีมชาติอังกฤษ เตรียมไปลุยฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลปี 2014 อีกด้วย นอกจากลิเวอร์พูลที่สนใจ ลัลลาน่าแล้วก็ยังมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี ที่แอบเล็งๆ อยู่ด้วยเหมือนกัน ก็ต้องรอดูกันต่อไปแต่คาดว่าการซื้อขายในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนถึงบอลโลกแน่ๆ

เสียดายไหมแฟนผี! ฮาซาร์ดโดนแมนยูฯ มองข้าม sbo

February 6, 2014 at 9:58 am

          สื่อประเทศอังกฤษได้ออกมาเปิดเผยว่า สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ต เคยมองข้ามหัว เอเด็น ฮาซาร์ด นักเตะตัวเก่งจากทีมคู่ปรับร่วมลีกนั่นคือ เชลซี ตอนสมัยยังเล่นให้กัย ลีลล์ ในปี 2012 ด้วยเหตุที่มองข้ามนี้คือมีรูปร่างเล็กเกินไปไม่เหมาะแก่การมาร่วมเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพราะหากย้ายเข้ามาเล่นแล้วอาจจะบาดเจ็บได้ง่ายๆ เพราะลีกอังกฤษขึ้นชื่อว่าเป็นบอลเข้าเร็ว จับบอลปั๊บถึงตัวเลย sbo จนกระทั่งไปคว้านักเตะของดอร์ทมุนด์อย่าง ชินจิ คากาวะ มาสร้างสัสีนในถิ่น โอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ม้านั่งสำรองของแมนยูฯยาวเลยในยุคที่ เดวิด มอยส์

          จนตอนนี้สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ต รู้สึกว่าเสียดายที่ไม่ได้ตัว เอเด็น ฮาซาร์ด ซึ่งตัวตอนนี้ก็ได้กลายเป็นตัวหลักที่ เชลซี ขาดไม่ได้ทีเดียวเพราะแต่ละนัดที่เขาลงเล่นปีกนั้น สร้างความอันตรายให้ทีมคู่แข่งทั้งลีก sbo แถมตอนนี้ยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดในทีม เชลซี อีกด้วยอะไรจะพลาดขนาดนั้น ซึ่งตอนนี้ คางาวะ ของแมนยูฯ ที่ดูท่าทางแล้วจะยึดตัวหลักของทีมไม่ได้เลยเพราะกองกลางแมนยูฯ ในตำแหน่งเดียวกับเขาคือ คาร์ริค, ทอม เควาลีย์, เฟลไรนี่ และ รูนีย์ ที่พักหลังๆ มานี้ยืนตรงกลาง ทำให้สร้างความลำบากให้กับ คางาวะ อย่างมาก ขนาดเป็นตัวสำรองยังไม่ค่อยมีโอกาศได้ลงซักเท่าไหร่เลย ทั้งๆ ที่ คางาวะ ก็เป็นตัวทำเกมรุกได้ดีทีเดียว ไม่ได้เป็นรองนักเตะคนอื่นๆ มากนัก sbo อีกทั้งฤดูกาลก่อนยังได้ลงเล่นเป็นตัวหลักอยู่เลยในช่วงที่ เซอร์ อเล็กซ์ ยังคุมแมนยูฯ อยู่ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรหาก คางาวะ น้อยใจย้ายไปอยู่ทีมอื่น ในช่วงตลาดซื้อขายหลังปิดฤดูกาล ซึ่งเดวิด มอยส์ นั้นก็มีข่าวออกมาอยู่เหมือนกันว่าต้องการโล๊ะนักเตะทิ้ง 10 คนเรียกว่าครึ่งทีมทีเดียว แล้วเดวิด มอยส์ คิดว่าจะซื้อนักเตะ 10 เลยใช่ไหมเนี่ย ตลาดซื้อขายครั้งหน้า ก้เป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คนเหมือนกัน

ความเป็นมาของปลาคาร์พ

January 14, 2014 at 4:30 am

           ปลาคาร์พ หรือปลาแฟนซีคาร์พ ถือเป็นปลาที่สวยงามชนิดหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมมากๆ กันอย่างแพร่หลาย อาจเป็นเพราะมันเลี้ยงง่าย แถมยังโตไว อีกทั้งยังมีสีสันสวยงามอีกด้วยน่าเลี้ยงไว้ที่บ้านซะจริงๆ และเป็นปลาที่มีอายุยืนที่สุดในโลกเลย  เช่น  ปลาคาร์พ ชื่อ “ฮานาโกะ” ของนายแพทย์ผู้หนึ่งจากเมืองกูฟี ประเทศญี่ปุ่น มีอายุยืนถึง 266 ปี

           ทั้งนี้ ปลาคาร์พ จัดอยู่ในประเภทปลาน้ำจืดกลุ่มปลาตะเพียน โดยชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า โต่ย (Koi) นิชิกิกอย (Nichikigoi) มีต้นกำเนิดมาจากปลาไนธรรมดา สามารถพบได้จากแหล่งน้ำจืดต่างๆ ทั่วโลก สำหรับถิ่นกำเนิดที่แท้จริงก็คือ ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน แต่ชาวจีนเป็นกลุ่มแรกที่ได้ศึกษาเรื่องปลาไนมานานๆ กว่า 2,000 ปีเลยทีเดียว

           ส่วนประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาเกี่ยวกับปลาคาร์พ เมื่อ 200 ปี หลังคริสต์ศตวรรษ โดยกล่าวถึงปลาชนิดนี้ว่ามีสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งชาวญี่ปุ่นชื่นชอบและนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น แต่ได้พัฒนาสายพันธุ์ดั้งเดิมของปลาไน ให้เป็นปลาสวยงาม มีสีสันและรูปร่างที่สวยงามขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีชื่อใหม่เรียกว่า ปลาคาร์ฟ หรือ แฟนซีคาร์ฟ โดยมีแหล่งกลางสำหรับการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ฟ บริเวณเขาแถบเมืองโอจิยะ จังหวัดนิอิกาตะ และเมืองฮิโรชิมา

           สำหรับประเทศไทยได้เริ่มนำเข้าปลาคาร์ฟในปี พ.ศ.2493 โดยการนำมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการซื้อขายในราคาที่สูงมาก ในปี พ.ศ.2498 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรง สั่งปลาชนิดนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ และตั้งชื่อปลาแฟนซีคาร์ฟนี้ว่า ปลาอมรินทร์ หรือบางทีก็เรียกว่า ปลาไนทรงเครื่อง แต่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า นิชิกิกอย (Nichikigoi)

 

ประเภทของปลาคาร์พ

           ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พขึ้นใหม่ในด้านการค้าทั้งหมด 13 สายพันธุ์หลัก โดยแบ่งตามลักษณะของลวดลาย และสีสันบนตัวปลา ซึ่งได้แก่

1. โคฮากุ (Kohoku) เป็นปลาที่มีลายขาว และแดง เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุดในปัจจุบัน ลักษณะที่ดีสีแดงจะต้องคมชัดสม่ำเสมอ และสีขาวไม่ควรมีตำหนิเลย

2. ไทโช ซันเก้ (Taisho Sanke) ประกอบด้วย 3 สีด้วยกัน คือ ขาว แดง และดำ โดยสีดำบนตัวปลานั้นควรดำสนิท และดวงใหญ่ๆ ไม่ควรมีสีดำบนส่วนหัว รวมไปทั้งไม่มีสีแดงบนครีบและหางของปลาคาร์ฟ

3. โชวา ซันโชกุ (Showa Sanshoku) เป็น แฟนซี คาร์พสามสี เหมือนๆ กับไทโช ซันเก้ ซึ่งที่แตกต่างกันก็คือ สีขาว และแดงจะรวมตัวอยู่บนพื้นสีดำขนาดใหญ่ และมีสีดำบริเวณเชื่อมต่อครีบ และลำตัวในลักษณะของตัว Y

4. อุจิริ โมโน (Utsuri Mono) เป็นแฟนซีคาร์พ ที่มีสีดำพาดผ่านบนพื้นสีอื่น โดยสีดำที่ปรากฏจะเป็นรอยปื้นยาวพาดบนตัวปลาคาร์พ

5. เบคโกะ (Bekko) เป็นแฟนซี คาร์พ ที่มีสองสี โดยมีลวดลายเป็นจุดดำแต้มอยู่บนพื้นสีต่างๆ ในขนาดที่ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป

6. อาซากิ ชูซุย (Asagi Shusui) ถือเป็นสายพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากปลาไนโดยตรง จะมีเกล็ดสีฟ้าสวยเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

7. โกโรโมะ (Koromo) เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างอาซากิกับสายพันธุ์อื่นๆ โดยจะมีเกล็ดสีน้ำเงินกระจายเด่นอยู่บนลวดลายหลายจุด

8. โอกอน (Ogon) เป็นปลาที่ไม่มีลวดลายเลย แต่จะมีสีลำตัวสว่างไสว ปราศจากจุดด่างใดๆ

9. ฮิการิ โมโย (Hikari Moyo) เป็นปลาที่มี 2 สี หรือมากกว่า โดยจะมีอย่างน้อยหนึ่งสีที่แวววาวดุจโลหะ (Metallic)

10.ฮิการิ อุจิริ (Hikari Utsuri) เป็นปลาที่มีลาดยพาดสีดำเช่นเดียวกับ อุจิริ โมโน บนพื้นที่มีความแวววาวคล้ายโลหะ

11. คินกินริน (Kinginrin) เป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มที่มีประกายเงินหรือทองอยู่บนเกล็ด โดยเกล็ดจะดูนูนเหมือนไข่มุก

12. ตันโจ (Tancho)  เป็นปลาที่มีสีแดงเพียงที่เดียวอยู่บนหัว โดยอาจมีรูปทรงกลมขนาดใหญ่ หรือรูปอื่นๆก็ได้

13. คาวาริ โมโน (Kawari Mono) เป็นปลาที่ไม่มีลักษณะลวดลายที่ตายตัว ต่างจากพันธุ์อื่นๆ โดยจะมีลวดลายเกิดขึ้นใหม่ในทุกปี

 

การเริ่มต้นเลี้ยงปลาคาร์พ

           ใครที่อยากจะเลี้ยงปลาคารพ์ ควรเริ่มต้นด้วยการขุดบ่อขนาด 80 x 120 ลึก 50 เซนติเมตร มีสะดือที่ก้นบ่อขนาด 1 x 2 ฟุต ลึกประมาณ 4-6 นิ้ว เพื่อเอาไว้เก็บขี้ปลา และสิ่งสกปรก และติดตั้งระบบถ่ายเทน้ำเสียเพื่อช่วยให้น้ำในบ่อสะอาดอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย สำหรับบ่อที่จะใช้เลี้ยงปลาคาร์ฟ ควรเป็นบ่อซีเมนต์ เพราะสามารถดัดแปลงเป็นบ่อธรรมชาติได้ง่ายๆ โดยมีตะใคร่น้ำเกิด และเกาะได้เร็ว ซึ่งตะใคร่น้ำนั้นจะเป็นอาหารที่ดีของปลา และสามารถดูดสิ่งสกปรก และแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำได้ดีอีกด้วย และบ่อควรจะตั้งอยู่ในที่มีร่มๆ อย่าให้อยู่กลางแจ้ง เพราะจะทำให้ปลามีสีสันที่จืดจางลง และยังโตช้าลงอีกด้วย เพราะฉนั้นควรหาที่ร่มๆ ไว้

           ส่วนน้ำที่จะใช้เลี้ยงปลาคาร์พ เป็นน้ำประปาจะดีกว่าน้ำชนิดอื่นๆ เพราะน้ำประปามีสภาพเป็นกลาง ถ้าใช้น้ำฝนจะทำลายสีของปลา และปลามันจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายๆ ส่วนน้ำจากแม่น้ำลำคลองก็ไม่เหมาะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาเป็นอันตรายกับปลาได้ หากไม่มีน้ำประปา ต้องใส่ยาฆ่าเชื้อ และเติมปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำจากกรดให้เป็นกลางก่อน แล้วค่อยนำมาเลี้ยงปลาได้ ท่าจะให้ดีต้องติดตั้งระบบหมุนเวียนของน้ำ และเครื่องพ่นน้ำ เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้น้ำในบ่อถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา และมีออกซิเจนเพียงพอกับปลา

          เมื่อเตรียมบ่อและน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะหาปลาคาร์ฟมาเลี้ยง ควรหาลูกปลาที่มีอายุ 1-2 ปี มาเลี้ยง ไม่ควรจะนำปลาขนาดใหญ่มาเลี้ยงด้วยกัน และปลาชนิดอื่นหากไม่จำเป็นไม่ควรนำมาเลี้ยงรวมกับปลาคาร์ฟ เพราะอาจเกิดเชื้อโรคกับปลาคาร์ฟได้

 

อาหารและการเลี้ยงดู

           ผู้เลี้ยงควรให้อาหารไม่เกินวันละ 2 เวลา นั่นก็คือคือเช้ากับเย็น ข้อควรจำในการให้อาหารคือ ต้องให้ตามเวลา เพื่อปลาจะเกิดความเคยชิน และเชื่องกับผู้ที่เลี้ยง และอาหารที่ให้ต้องเพียงพอกับจำนวนปลา อย่าให้น้อย หรือมากเกินไป ทั้งนี้ต้องคอยสังเกตว่า ปลากินอาหารอย่างไร? ถ้าอาหารหมดเร็ว ก็ควรเพิ่มอาหารลงไปกิน แต่ถ้าอาหารยังเหลืออยู่เยอะ ก็ให้รีบตักออก เพราะหากไม่ตักออกน้ำจะเสียอย่างรวดเร็ว

           ส่วนเรื่องอาหารอาหารที่ให้ แนะนำเป็นเนื้อปลาป่น กุ้งสดบด เนื้อหอย เนื้อปู ปลาหมึก ข้าวสาลี รำ ผักกาด ข้าวโพด แมลง สาหร่าย ตะใคร่น้ำ แหน ลูกน้ำ หนอนแดง ถั่วเหลือง ขนมปัง และอาหารสำเร็จรูป ที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด

           ทั้งนี้ เมื่อสังเกตเห็นน้ำในบ่อเริ่มขุ่น และมีสิ่งสกปรกมาก ต้องรีบเปลี่ยนน้ำทันที และขณะที่ถ่ายน้ำ ออกเพียง 1 ใน 3 ส่วนของบ่อจะต้องเพิ่มน้ำใหม่แทนในปริมาณเท่าเดิมโดยใช้น้ำประปาที่เก็บไว้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากที่คอรีนระเหยแล้ว อย่าใช้น้ำประปาที่รองจากก๊อกสดๆ หรือน้ำประปาที่เก็บไว้นานๆ เพราะจะเกิดอันตรายจนปลาตายได้

 

โรคและการรักษา

1.โรคโซโคลกิต้า จะเกิดขึ้นเมื่อมีการถ่ายน้ำในบ่อบ่อยครั้งเกินไป การย้ายปลาบ่อยครั้งเกินไป เชื้อโคลกิต้าที่อยู่ในน้ำจะทำลายปลา ทำให้เกิดเป็นแผลขุ่นๆ ที่ผิวหนัง และตายไปท้ายที่สุด

วิธีรักษา : ควรใช้เกลือป่น และด่างทับทิมละลายให้เจือจางลงในน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อโซโคลกิต้า ก่อนจะนำไปใช้เลี้ยงปลา สำหรับในรายที่ปลาเป็นโรคนี้ ให้แช่ปลาในน้ำยานี้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

2.เหงือกเน่า เกิดขึ้นจากเชื้อราคอลัม พาริส ทำให้ปลามีอาการซึมๆ และกินอาหารได้น้อยลงกว่าปกติ ไม่มีแรงว่ายน้ำ

วิธีรักษา : ใช้ยาปฏิชีวนะ ออริโอมัยซินผสมกับอาหาร ในอัตราส่วน 1 ช้อนต่ออาหารปลา 1 ขีด ให้ปลากินติดต่อกัน 3-4 วัน และจับปลาที่มีอาการมากในน้ำที่ผสมกับฟูราเนสเป็นเวลา 10 นาทีทุกวัน จนกว่าปลามีอาการดีขึ้น

3.หาง และครีบเน่า  โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในน้ำที่มาจากปลาขี้ และเศษอาหาร ที่ตกค้างอยู่ในบ่อทำให้ครีบ และปลายหางหลุดหายไป และจะค่อยๆ ลามไปทั้งตัว

วิธีรักษา : ต้องรีบถ่ายน้ำโดยด่วน ทำความสะอาดบ่อโดยเร็วพร้อมกันนั้น ใช้มาลาไคท์กรีนผสมกับน้ำในอัตรา 1 ขีด ต่อน้ำ 1 ลิตร จับปลาแช่ในน้ำที่ว่านี้ติดต่อกัน 3-4 วัน จนกว่าดีขึ้น

4.เนื้อแหว่ง  เกิดขึ้นเมื่อปลาได้รับบาดเจ็บ เพราะถูกหินหรือต้นไม้ในบ่อ จนเป็นแผลแล้วเชื้อโรคจากน้ำที่สกปรกเกาะตามผิวหนัง ทำให้เกล็ดหลุดแล้วมีจุดสีขาวๆ ตามลำตัวเกาะติดตามผิวหนัง ทำให้เกิดอาการอักเสบบวมเป็นรอยช้ำเลือด จนตายหากไม่รีบรักษา

วิธีรักษา : ใช้ยาปฏิชีวนะออริโอมัยซิน ผสมกับอาหารในอัตรา 1 ช้อนชา ต่ออาการ 1 ขีด ให้ปลากินติดต่อกันจนหายขาด

5.เชื้อราบนผิวหนัง  เกิดจากเชื้อราแพร่กระจายบนผิวหนังปลา ทำให้เนื้อปลาเน่าเปื่อย ถ้าไม่รีบเร่งรักษาปลาจะตายเร็วขึ้น

วิธีรักษา : นำปลามาแช่ในน้ำที่เจือด้วยเกลือป่นจางเอาสำลีชุบน้ำยาฟูราเนสทำความสะอาด ที่บาดแผลแล้วจับปลาแช่ในน้ำผสมยา ฟูราเนสติดต่อกัน 5-7 วัน ถ้าไม่หายก็ปล่อยทิ้งไว้ก่อนจนกว่าปลาจะหายขาด

6.ผิวหนังขุ่น เกล็ดพอง เกิดจากการที่ให้อาหารที่มีโปรตีน และไขมันมากเกินไป ปลาปรับตัวไม่ทัน จะทำให้ระบบย่อยอาหารของปลาไม่ทำงาน ตามผิวหนังจะเห็นรอยเส้นเลือดขอดขึ้น ผิวหนังเริ่มบวม และอักเสบ

วิธีรักษา : ต้องแช่ปลาในน้ำเกลือจางๆ และให้กินอาหารผสมด้วยยาปฏิชีวนะออริโอมัยซิน และให้กินอาหารประเภทผักเสริมมากกว่าเดิมถึงจะดีขึ้น

7.ลำใส้อักเสบ  เกิดจากการที่ปลากินอาหารหมดอายุเข้าไป มีเชื้อราปนอยู่ในอาหาร อาการแบบนี้จะทำให้ปลาไม่ค่อยกินอาหาร มีมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระ บางครั้งจะถ่ายออกมาเป็นน้ำขุ่นๆ

วิธีรักษา :  ต้องรีบทิ้งอาหารเก่าทั้งหมด เอาปาขึ้นมาแช่น้ำเกลือที่เจือจาง แล้วให้อาหารอ่อนๆ เช่น ลูกไรแดงหรือเนื้อปลาบดอ่อน แล้วค่อยให้อาหารสำเร็จรูปตามปกติ

8.เห็บ  เกิดขึ้นจากตัวที่ติดมากับอาหารประเภทผัก ซึ่งขาดการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง และติดตัวมากับปลาตัวใหม่ ตัวเห็บนี้มักจะเกาะอยู่ใต้เกล็ดปลา ดูดเลือดปลาเป็นอาหาร ทำให้ปลาว่ายน้ำติดขัดไม่สะดวก ปลาจะเอาตัวถูตามผนังบ่อหรือเศษหินภายในบ่อ จนเกิดบาดแผลในเวลาต่อมา

วิธีรักษา : ใช้น้ำยามาโซเต็นผสมลงในบ่อเพื่อป้องกัน ทำลายตัวเห็บติดต่อกันราว 2-3 อาทิตย์ แล้วถึงหยุดใช้ยา

9.หนอนสมอ ถือเป็นศัตรูร้ายอีกชนิดหนึ่งของปลาคือ หนอนรูปร่างคล้ายสมอ ยาวเหมือนเส้นด้าย มันจะเจาะผนังตัวปลาทำให้ติดเชื้อได้ และตามผิวหนังปลาจะมีรอยสีแดงเป็นจ้ำๆ ครีบ และเหงือกจะอักเสบ ปลามีอาการซึมๆ และรู้สึกเบื่ออาหาร

วิธีรักษา : เช่นเดียวกับการรักษาเห็บ ก็คือ นำน้ำยามาโซเต็นผสมกับน้ำ จับปลาแช่น้ำยาทุกๆ 3 วัน จนกว่าปลามีอาการดีขึ้น และในบ่อเลี้ยงก็ควรหยดน้ำยานี้ลงฆ่าทำลายไข่ตัวหนอนสมออีกด้วย

10.พยาธิเส้นด้าย  ติดมาจากอาหาร ลูกน้ำหนอนแดง ที่ปลากินเข้าไป จะเจาะเข้าไปเจริญเติบโตในตัวของปลา และออกมาสร้างรังตามผิวหนังใต้เกล็ดปลา ทำให้ผิวหนังปลาเป็นสีแดงช้ำๆ

วิธีรักษา : ให้นำปลาไปแช่ในน้ำเกลือที่เจือจางประมาณ 1-2 วัน พยาธิก็จะตายหมดและปลามีอาการดีขึ้น และควรใส่น้ำยามาโซเต็นผสมลงในบ่อ เพื่อฆ่าใข่ของมันได้อีกด้วย

 

 

Credit : kapook

ปลา-ปลาปอมปาดัวร์ Pompadour Discus ปลาที่กำลังนิยม

November 6, 2013 at 5:02 am

ปลาปอมปาดัวร์ (อังกฤษ: Pompadour, Discus) เป็นปลาน้ำจืดในสกุล Symphysodon ในวงศ์ปลาหมอสี (Cichlidae) ซึ่งเป็นปลาวงศ์ใหญ่มาก มีรูปร่างทรงกลมเป็นรูปไข่คล้ายจาน ลำตัวแบนข้างมากเหมือนปลาเทวดา ครีบหลังและครีบท้องเรียงเป็นแถวยาวตลอดจนถึงโคนครีบหาง มีลวดลายและสีสันบนลำตัวหลายหลากสีสวยงามตามชนิด มีถิ่นกำเนิดในลุ่มแม่น้ำอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ มีขนาดใหญ่เต็มที่ไม่เกิน 7 นิ้ว มักอาศัยรวมกันเป็นในระดับกลางน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ มีพุ่มไม้น้ำขึ้นหนาแน่น มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำราว 6.4-7.5 pH
newreno28
มีทั้งหมด 3 ชนิด คือ Symphysodon aequifasciatus (แบ่งได้เป็นชนิดย่อยอีก 3 ชนิด คือ S. a. axelrodi ,S. a. aequifasciatus, S. a. haraldi) S. Discus และ S. tarzoo ซึ่งเป็นชนิดใหม่ที่ได้รับการค้นพบเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007

ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีสัสันสวยงามมาก จนได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งปลาตู้” ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันที่สวยงามหลากหลายกว่าสีสันตามธรรมชาติมากมาย เช่น หนังงู, ห้าสี, เจ็ดสี, บลู ไดมอนด์, ปอมฯฝุ่น เป็นต้น แต่ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีความอ่อนไหวง่ายมากกับสภาพน้ำและสภาพอากาศ จึงจัดเป็นปลาชนิดหนึ่งที่เลี้ยงยากมาก จำเป็นต้องใช้ฮีตเตอร์เพื่อควบคุมอุณหภูมิ จึงไม่เหมาะกับนักเลี้ยงปลามือใหม่
ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในตู้เลี้ยงได้ โดยปลาจะวางไข่ติดกับวัสดุใต้น้ำ โดยมากผู้เลี้ยงจะใช้เป็นเครื่องปั้นดินเผา ก่อนปลาจะวางไข่ 3-4 วัน ปลาจะมีอาการสั่นทั้งตัวผู้และตัวเมีย ในวันที่ปลาวางไข่จะสามารถสังเกตได้โดยดูอาการทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ยอมออกห่างจากและช่วยกันแทะเล็มเครื่องปั้นดินเผาเพื่อทำความสะอาดตลอดเวลา จากนั้นตัวเมียจะวางไข่บนเครื่องปั้นดินเผาครั้งละ 15-30 ฟอง แล้วตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อลงบนไข่ แม่ปลาจะใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 2 ชั่วโมง วางไข่ 100-300 ฟอง ไข่ใช้เวลาฟักเป็นตัว 3 วัน หลังจากนั้นอีกราว 3 วัน ลูกปลาจะเริ่มเคลื่อนไหวได้ และจะมาเกาะกินเมือกบนตัวพ่อแม่ปลาเป็นอาหาร จนกระทั่งถึงวันที่ 17 ลูกปลาจึงมีขนาดโตขึ้นและเริ่มห่างจากพ่อแม่
โดยปลาปอมปาดัวร์ได้มีการนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามครั้งแรกราวปี ค.ศ. 1930 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี แต่ในช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ อันเนื่องจากขาดองค์ความรู้ต่าง ๆ การเพาะขยายพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ในราวปี ค.ศ. 1950-ค.ศ. 1960 พร้อม ๆ กับปลาสวยงามชนิดอื่น ๆ และปลาปอมปาดัวร์ก็ได้เดินทางมาสู่ประเทศไทยในฐานะปลาสวยงามเป็นครั้งแรกในยุคนั้น
อนึ่งคำว่า “ปอมปาดัวร์” นั้น ได้มาจากชื่อของ มาดาม เดอ ปองปาดูร์ (Madame de Pompadour) สนมนางหนึ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส (Louis XV de France) ที่กล่าวกันว่า มีความงดงามยิ่ง และชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งที่นิยมเรียกในภาษาอังกฤษก็คือ “ดิสคัส” (Discus) ซึ่งหมายถึงทรงกลม อันมาจากลักษณะของรูปร่างปลานั่นเอง